จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์
สาระน่ารู้
พัฒนาการเกษตร ตามแนวทฤษฎีใหม่ คือแนวทางที่ช่วยให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้

วันที่ 30 พ.ย. 2558 (จำนวนคนอ่าน 429 คน)
จดหมายข่าวรัฐบาลเพื่อประชาชน ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑๕ วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๘

การเกษตรเป็นภาคการผลิตที่สำคัญของประเทศและเกษตรกรรมถือเป็นอาชีพฐานหลักของประชากรส่วนใหญ่ในชนบท โดยมีเกษตรกรรายย่อยกระจายอยู่ทั่วประเทศถึงร้อยละ ๖๐ ของประชากรทั้งหมด แนวทางการพัฒนาการเกษตรตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว "ทฤษฎีใหม่”เป็นแนวทางที่จะพัฒนาให้ประชาชนและชุมชนในชนบท มีความเป็นอยู่ที่ดีและพึ่งตนเองได้ ช่วยบริหารทรัพยากรดินและน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด
 
การพัฒนาแบ่งออกเป็น ๓ ขั้นตอน คือ ขั้นที่ ๑ ผลิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงในระดับบุคคลและครัวเรือน พึ่งตนเองได้ พออยู่พอกิน โดยทำการผลิตที่เน้นความสมดุลในระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมรวมทั้งจัดสรรทรัพยากรในไร่นาอย่างเป็นระบบ ขั้นที่ ๒ รวมพลังในรูปกลุ่มสหกรณ์หรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ดำเนินการด้านการผลิต การตลาด การศึกษา สวัสดิการสังคมและศาสนา เพื่อสร้างชุมชนให้เข้มแข็งและสมาชิกร่วมกันในการพัฒนา และ ขั้นที่ ๓ สร้างเครือข่ายกลุ่ม ขยายขอบข่ายกิจกรรมให้หลากหลาย ส่งเสริมชุมชนหรือ เครือข่ายวิสาหกิจ สร้างความร่วมมือกับภาคธุรกิจ และองค์กรพัฒนาเอกชนทั้งด้านแหล่งเงินทุน การตลาด การผลิต
 
การประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาการเกษตรในชุมชนเพื่อนำไปสู่ความสามารถในการพึ่งตนเองได้และการแก้ไขปัญหาความยากจน จะต้องดำเนินการเป็นขั้นตอนใน ๓ ระดับ คือ ระดับจิตสำนึก สมาชิกทุกคนมีความเข้าใจในปรัชญาของเศรษฐกิจพอพียงตระหนักถึงความสุขและความพอใจในการใช้ชีวิตอย่างพอดี ระดับปฏิบัติการ เป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อให้เกิดการพึ่งพาตนเอง แบ่งเป็น การอยู่อย่างพึ่งตนเอง เริ่มจากครอบครัวต้องมีการบริหารจัดการอย่างพอดี ประหยัด ช่วยตนเองได้ ใช้ความสามารถของตนเองให้เกิดประโยชน์สูงสุด การอยู่อย่างพอเพียง ดำเนินชีวิตโดยยึดหลักทางสายกลาง อยู่อย่างมีความสุขโดยไม่รู้สึกขาดแคลนหรือเบียดเบียนผู้อื่น ไม่มีหนี้สินเกินฐานะเป็นการทำเกษตรแบบปลูกพืชทุกอย่างให้พอมีพอกิน เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นรวมทั้งสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างบุคคล โดยการช่วยเหลือลงแรงกันแทนการใช้เครื่องจักรทุ่นแรงขนาดใหญ่
 
การอยู่ร่วมกันอย่างเอื้ออาทร มีความคิดที่จะแบ่งปันผู้อื่น ลดความเห็นแก่ตัวและสร้างความพอเพียงให้เกิดขึ้นในจิตใจเป็นพื้นฐานทำให้เกิดการรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายทางสังคม การอยูดียิ่งขึ้นด้วยการเรียนรู้ พัฒนาตนเองโดยการเรียนรู้ร่วมกันกับผู้อื่น การสืบทอดและสืบสานภูมปัญญาท้องถิ่น และพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน โดยใช้คุณธรรมและวัฒนธรรมเป็นตัวนำทาง และสุดท้าย ระดับปฏิเวธ ชุมชนมีการพัฒนาชีวิตจิตใจ มีการรวมกลุ่มทำประโยชน์โดยเริ่มจากการพัฒนาจิตใจ มีคุณธรรมเพื่อให้เกิดความพอเพียง ในระดับครอบครัว ชุมชน และสังคม
 
ที่มา : จดหมายข่าวรัฐบาลเพื่อประชาชน ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑๕ วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๘
จำนวนคนอ่าน 430 คน จำนวนคนโหวต 0 คน