FONTSIZE
ข่าวประชาสัมพันธ์
มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่จัดทำสมุดปกขาว เพื่อนำเสนอข้อมูลต่างๆและข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง

วันที่ 6 ม.ค. 2558 (จำนวนคนอ่าน 322 คน)
 

สมุดปกขาว
ข้อเท็จจริง และความจำเป็น
ของ
ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ
มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่
ธันวาคม พ.ศ.2557

ทำไมต้องมีสมุดปกขาว
 
กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการให้มีการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติคุ้มครองสุขภาพผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ.2535 ซึ่งใช้มานานแล้ว ให้ทันกับสถาน การณ์ปัจจุบัน และเพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบัน เป็นภาคีของอนุสัญญาควบ คุมการบริโภคยาสูบ ขององค์การอนามัยโลก
เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2554 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้แต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงและจัดทำร่างพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบขึ้น และนำร่าง พ.ร.บ. เข้าสู่การประชาพิจารณ์ตามขั้นตอน และดำเนินการปรับปรุงจนร่าง พ.ร.บ. ได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบถี่ถ้วน โดยมีการประชุมคณะกรรมการทั้งหมด 66 ครั้ง ขณะนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้เสนอร่างกฎหมายดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ก่อนที่จะส่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อตราออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันเยาวชนจากการเสพติดบุหรี่
สมาคมผู้ค้ายาสูบไทย และสมาคมผู้ปลูก ผู้บ่มและผู้ค้ายาสูบแห่งประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของบริษัทบุหรี่ ได้ออกมาคัดค้านร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยที่ข้อมูลที่องค์กรเหล่านี้กล่าวอ้างเป็นข้อมูลที่บิดเบือน ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม และผู้ที่เกี่ยวข้องในการพิจารณากฎหมาย
สมุดปกขาวเล่มนี้จึงถูกจัดทำขึ้น เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของ รัฐบาล สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องของทุกฝ่ายในสังคมไทย

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ
ที่ปรึกษาคณะกรรมการพิจารณาปรับปรุง
และจัดทำร่างกฎหมายควบคุมการบริโภคยาสูบ
เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

ประเทศไทยและคนไทยจะได้ประโยชน์อะไร จาก ร่าง พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ
มาตรการต่าง ๆ ใน ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะมีผลทำให้จำนวนเยาวชนรายใหม่ที่เสพติด บุหรี่ลดลง เพราะร่าง พ.ร.บ. นี้พัฒนามาจากกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเพื่อให้ทันกับกลยุทธ์ทางการตลาดของอุตสาหกรรมบุหรี่ ที่กฎหมายฉบับปัจจุบันยังไม่ครอบคลุม
มาตรการต่าง ๆ ใน ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ส่งเสริมการไม่สูบบุหรี่ และเกื้อหนุนและสร้าง แรงจูงใจให้ผู้สูบบุหรี่เลิกสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น อันจะทำให้รัฐบาลสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ได้มากขึ้น
ประเทศไทยสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้อนุสัญญาควบคุมการบริโภคยาสูบ ภายใต้องค์การอนามัยโลก และไม่ขัดต่อกฎระเบียบต่าง ๆ ขององค์การ การค้าโลก

ผลที่อาจกระทบต่อธุรกิจยาสูบและผู้เกี่ยวข้อง ตลาดบุหรี่ซิกาแรตจะทรงตัว หรือมีขนาดค่อย ๆ เล็กลง ผู้ผลิตและผู้นำเข้าบุหรี่ จะขยายตลาดได้ยากขึ้น ซึ่งนับเป็นผลดีต่อเด็กและเยาวชนไทย
ร้านค้าปลีกที่ขายบุหรี่จะได้รับผลกระทบน้อยมาก เนื่องจากร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นการปรับแก้ กฎหมายเกี่ยวข้องกับการโฆษณา และส่งเสริมการตลาดของบริษัทบุหรี่เป็นประเด็นหลัก มีแต่เพียงประเด็นห้ามแบ่งขายบุหรี่เป็นรายมวนเท่านั้น ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับร้านค้าปลีกโดยตรง
ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบไม่มีบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการเพาะปลูกหรือการค้าใบยาสูบ ดังนั้นชาวไร่ยาสูบจึงมิใช่ผู้ได้รับผลกระทบจาก ร่าง พ.ร.บ.นี้แต่ประการใด
ความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมี พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฉบับใหม่
1.กฎหมายยาสูบ (พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2535 และ พ.ร.บ.คุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ.2535) ได้มีการบังคับใช้มากว่ายี่สิบปีแล้ว ในขณะที่บริษัทบุหรี่ได้พัฒนาเทคนิคการตลาดใหม่ ๆ รวมทั้งมีผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดใหม่ ๆ ออกสู่ตลาด เพื่อหาลูกค้ารายใหม่จำนวนมากในแต่ละปี ทดแทนผู้สูบบุหรี่ที่เลิกสูบหรือเสียชีวิต
2.ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องปรับปรุงกฎหมายควบคุมยาสูบ ให้สอดคล้องกับอนุสัญญาควบคุม การบริโภคยาสูบขององค์การอนามัยโลก ที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 179 รัฐภาคี ที่ต้องควบคุมกลยุทธ์ทางการตลาดของบริษัทบุหรี่
3.อัตราการสูบบุหรี่ของคนไทยลดลงมาโดยต่อเนื่อง จากร้อยละ 59 เป็นร้อยละ 39 (เฉพาะในเพศชาย) แต่เนื่องจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น จำนวนคนไทยที่สูบบุหรี่ในปี พ.ศ.2556 จึงลดลงจากปี พ.ศ. 2534 เพียงเล็กน้อย ที่น่าเป็นห่วงคือแนวโน้มการสูบบุหรี่กลับสูงขึ้นในกลุ่มเยาวชนและสตรี
4.การแก้ปัญหาสุขภาพจากการสูบบุหรี่ ต้องทำทั้งการป้องกันเยาวชนไม่ให้เข้าไปเสพติดบุหรี่ และการช่วยเหลือผู้ที่ติดบุหรี่อยู่แล้วให้เลิกสูบ
ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคยาสูบ (พ.ศ.2554)
ด้านสังคมและสุขภาพ
จำนวนผู้สูบบุหรี่ = 10.9 ล้านคน
เป็นเยาวชนอายุ 15-24 ปี = 1,671,194 คน
ผู้สูบบุหรี่เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ = 50,710 คน ต่อปี
แต่ละคนป่วยหนักก่อนเสียชีวิตเฉลี่ย = 2 ปี
แต่ละคนที่เสียชีวิตอายุสั้นลงเฉลี่ย = 12 ปี
ความสูญเสียจากการป่วยและเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร= 52,000 ล้านบาท
ด้านเศรษฐกิจ
1. ยอดจำหน่ายบุหรี่ซิกาแรตต่อปีเฉลี่ย (ระหว่าง พ.ศ.2534-2556) = 2,008 ล้านซอง
จำนวนบุหรี่ที่สูบ (เพื่อให้ง่ายแก่การคำนวณ) = 2,000 ล้านซอง/ปี
ค่าใช้จ่ายซื้อบุหรี่ซิกาแรตโดยผู้สูบบุหรี่ = 586 บาท/เดือน/คน
จำนวนร้านค้าปลีกยาสูบ (พ.ศ.2554) = 670,000 ราย เ
ฉลี่ยสถิติการจำหน่ายบุหรี่ ต่อร้านค้าปลีก = 2,985 ซอง/ปี =
8 ซอง/วัน หรือ 240 ซอง/เดือน
เฉลี่ยกำไรต่อร้านค้าปลีกต่อเดือน (กำไรต่อซองเฉลี่ย = 3.5 บาท) = 840 บาท/เดือน
2. กำไรบริษัทบุหรี่
ส่วนแบ่งการตลาด (โดยประมาณ) อยู่ที่
Ø โรงงานยาสูบร้อยละ 75, บริษัทฟิลลิป มอร์ริส ร้อยละ 22 และ อื่น ๆ ร้อยละ 3
กำไรโรงงานยาสูบต่อปี (ประมาณ) = 6,000 ล้านบาท
กำไรบริษัทฟิลลิป มอร์ริส(ประเทศไทย)ต่อปี (ประมาณ) = 3,000 ล้านบาท
3. ชาวไร่ยาสูบ
จำนวนชาวไร่ยาสูบ = 61,058 ราย
ผลผลิตใบยาปี 2552/2553 = 62,448,784 กิโลกรัม
เป็นใบยาสำหรับส่งออก = ร้อยละ 64.8
เป็นใบยาที่รับซื้อโดยโรงงานยาสูบไทย = ร้อยละ 35.2
ประเด็นที่แก้ไขเพิ่มเติมใน พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฉบับใหม่
แก้ไขคำนิยามให้ทันกับกลยุทธ์ของบริษัทบุหรี่
-คำว่า "ผลิตภัณฑ์ยาสูบ" ให้หมายรวมถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบใหม่ ๆ อาทิ บุหรี่ไฟฟ้า บารากู่
-คำว่า "การโฆษณา" ให้ครอบคลุมการสื่อสารการตลาดรูปแบบใหม่ ๆ อาทิ การใช้สื่อบุคคล เช่น "พริตตี้"
เพิ่มมาตรการป้องกันการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบของเยาวชน
-ห้ามขายผลิตภัณฑ์ยาสูบแก่ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ให้เท่ากับกฎหมายสุรา (ปัจจุบันกำหนดไว้ที่ 18 ปี)
-ห้ามขายผลิตภัณฑ์ยาสูบผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (ปัจจุบันมีนโยบายห้าม แต่ไม่มีกฎหมาย รองรับ)
 -ห้ามขายบุหรี่ซิกาแรตที่บรรจุซองน้อยกว่าซองละยี่สิบมวน
-ห้ามแบ่งขายบุหรี่ซิกาแรตเป็นมวน ๆ (ปัจจุบันห้ามอยู่แล้ว แต่กฎหมายเขียนไว้ไม่ชัดเจน)
เพิ่มข้อห้ามการโฆษณาทางอ้อม
-ห้ามการสื่อสารการตลาดในสื่อต่าง ๆ รวมถึงการใช้สื่อบุคคล (พริตตี้)
-ห้ามเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับ "กิจกรรมเพื่อสังคม" (CSR) ของบริษัทบุหรี่ ในทุกสื่อ (ปัจจุบันห้ามเพียงสื่อวิทยุและโทรทัศน์) เพิ่มมาตรการอื่น ๆ ตามที่กำหนดในอนุสัญญาควบคุมยาสูบ องค์การอนามัยโลก
-ห้ามส่วนราชการรับการอุปถัมภ์จากธุรกิจยาสูบ (ปัจจุบันห้ามโดยมติ ครม.) -กำหนดลักษณะของจุดขายปลีกยาสูบ
-กำหนดให้บริษัทบุหรี่ต้องจัดส่งรายงานประจำปีให้คณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบ
 -กำหนดแนวทางและขั้นตอนการติดต่อระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับบริษัทบุหรี่ ในกรณีที่มีความจำเป็น
เพิ่มมาตรการคุ้มครองสุขภาพผู้ไม่สูบบุหรี่
-กำหนดให้ผู้ดำเนินการ (เจ้าของสถานที่สาธารณะ) มีหน้าที่รับผิดชอบไม่ให้มีการสูบบุหรี่ในเขตปลอดบุหรี่
-ปรับปรุงขั้นตอนการบังคับใช้กฎหมายเขตปลอดบุหรี่
ปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการควบคุมยาสูบในทุกระดับ
-กำหนดให้มีคณะกรรมการควบคุมยาสูบระดับประเทศ และคณะกรรมการควบคุมยาสูบ ระดับจังหวัด รวมทั้งให้มีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการควบคุมยาสูบ ทั้งนี้เนื่องจากงานควบคุมการบริโภคยาสูบของประเทศไทย ยังขาดโครงสร้างองค์กรรัฐที่จะสนับสนุนการควบคุมยาสูบในระดับจังหวัด ทั้งๆ ที่คนไทยที่สูบบุหรี่กว่าร้อยละ 90 อาศัยอยู่ในต่างจังหวัด
องค์กร/กลุ่มที่ออกมาคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ
สมาคมการค้ายาสูบไทย (Thai Tobacco Trade Association : TTTA) เป็นสมาคมที่บริษัทบุหรี่ข้ามชาติ ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด ผู้จำหน่ายบุหรี่มาร์ลโบโรและแอลแอนด์เอ็ม สนับสนุนให้มีการจัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2555 และสนับสนุนการดำเนินการจนถึงปัจจุบัน
สมาคมผู้บ่ม ผู้เพาะปลูกและผู้ค้าใบยาสูบไทย (สยท.) ซึ่งเป็นสมาคมเครือข่ายของสมาคมผู้ปลูก ยาสูบนานาชาติ International Tobacco Growers Association (ITGA) ซึ่งสนับสนุนโดยการร่วม ลงขันของบริษัทบุหรี่ข้ามชาติ เพื่อเป็นองค์กรบังหน้า ในการเคลื่อนไหวคัดค้านมาตรการควบคุม ยาสูบทั้งระดับโลก ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ
โรงงานยาสูบไทย ไม่ได้แสดงท่าทีคัดค้านที่ชัดเจน แต่สหภาพแรงงานโรงงานยาสูบได้แสดงความ เห็นคัดค้าน ในบางมาตราระหว่างการทำประชาพิจารณ์ บริษัทฟิลลิป มอร์ริส คัดค้านมาตรการที่เกี่ยวกับการห้ามโฆษณาและส่งเสริมการขาย และขอให้มีตัวแทนของผู้ประกอบธุรกิจยาสูบอยู่ในคณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบด้วย

จากเอกสารลับของบริษัทบุหรี่
"สมาคมการค้าผลิตภัณฑ์บุหรี่ ซึ่งเป็นองค์กรบังหน้าที่ดีที่สุดของเรา กำลังได้รับการเสริมสร้าง ให้เข้ม แข็งยิ่งขึ้นในหลายๆ ประเทศ สมาคมระดับประเทศหลายๆ แห่งกำลังได้รับการจัดตั้งขึ้น"
บริษัท บริติสอเมริกันโทแบคโค ปี พ.ศ. 2522



จากเอกสารลับของบริษัทบุหรี่
"เรายังได้ช่วยจัดตั้งกลุ่มชาวไร่ยาสูบในหลายๆประเทศอีกด้วย..หลายประเทศที่เราได้ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับชาวไร่ยาสูบและเป็นประเทศที่มีความสำคัญอย่างมากในการผลักดันให้องค์กร FAO เปลี่ยนจุดยืน ไม่ต่อต้านการปลูกใบยาสูบ ได้แก่ มาลาวี ซิมบับเว อาร์เจนตินาและไทย"
ฟิลลิป มอร์ริส ปี พ.ศ.2528



ตอบข้อโต้แย้งของผู้คัดค้านร่าง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ

ข้อคัดค้าน ข้อเท็จจริง
กฎหมายนี้ควรจะให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้พิจารณา การพูดเช่นนี้ถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติแก่รัฐบาลปัจจุบันและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
นี่เป็นกลยุทธ์ของธุรกิจข้ามชาติที่ต้องการหน่วงเหนี่ยวให้การ ออกกฎหมายล่าช้าออกไปเพื่อที่บริษัทบุหรี่จะได้วิ่งเต้นขัดขวาง ยับยั้งกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ง่ายขึ้น เพื่อทำให้เนื้อหา ของกฎหมายอ่อนลง
ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน การที่อัตราการสูบบุหรี่ของชายไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ยังสูงถึง ร้อยละ 40 และอัตราการสูบบุหรี่ในเยาวชนที่สูงขึ้น กอรปกับการ สูบบุหรี่เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตอันดับที่สองของคนไทย นับว่าเป็นสถานการณ์เร่งด่วนที่รัฐบาลไทยต้องเร่งแก้ไข ด้วยมาตรการต่าง ๆ อย่างเต็มที่
ร่าง พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบเน้นการควบคุมกลยุทธ์ ทางการตลาดและการส่งเสริมการขายของบริษัทบุหรี่ เพื่อลด จำนวนเยาวชนที่จะเสพติดบุหรี่ใหม่ การป้องกันเด็กๆ ไม่ให้ติดบุหรี่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของสังคม และเป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะเด็กไทยที่ติดบุหรี่ 70% จะไม่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ตลอดชีวิต
ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะกระทบโชห่วย ส่งผลกระทบต่อร้านค้าปลีกกว่า 5 แสนราย สร้างความเสียหายแก่ ธุรกิจ รวมไปถึงเศรษฐกิจของ ประเทศโดยรวม
ร่าง พ.ร.บ.มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับร้านค้าปลีก คือ ห้ามฝ่าฝืนทำ การโฆษณา ณ จุดขาย และห้ามจำหน่ายบุหรี่เป็นมวนๆ (ต้อง ขายเป็นซอง) เพื่อทำให้เด็กๆ ที่มีกำลังซื้อน้อยเข้าถึงบุหรี่ได้ยาก ขึ้น ทำให้เกิดนักสูบหน้าใหม่น้อยลง ขณะนี้เด็กไทยสามารถซื้อบุหรี่ได้ง่าย โดยร้อยละ 70 ของเด็กที่สูบบุหรี่ซื้อแบบรายมวน
ขณะนี้มีหลายประเทศทั่วโลกออกกฎหมายนี้ รวมทั้ง 5 ประเทศในอาเซียน ได้แก่ ลาว พม่า บรูไน สิงคโปร์ และมาเลเชีย สมาคมผู้ค้ายาสูบไทยเองเป็นผู้ให้ข้อมูลว่า ส่วนแบ่งยอด ขายบุหรี่เป็นร้อยละ 12.5 ของร้านค้าปลีก ซึ่งหากข้อมูลนี้เป็น จริงตามที่สมาคมผู้ค้ายาสูบอ้าง และหากร่าง พ.ร.บ.มีประสิทธิ ภาพสูงสุด โดยทำให้ยอดขายสินค้ายาสูบลดลงได้ถึงร้อยละ 10 ส่วนแบ่งรายได้ยอดขายบุหรี่ของร้านค้าปลีกก็จะลดจากร้อยละ 12.5 เหลือ 11.25 (12.5-1.25 = 11.25) ความจริงจึงมีอยู่ว่ายอดขายบุหรี่ที่เป็นร้อยละ 12.5 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงเหลือร้อยละ 11.25 ทำให้ร้าน โชห่วยเดือดร้อนขนาดหนักตามที่สมาคมผู้ค้ายาสูบไทย กล่าวอ้างเป็นความจริงหรือไม่ สมาคมผู้ค้ายาสูบไทยได้รับการตั้งขึ้นและสนับสนุนการดำเนินการโดยบริษัทฟิลลิป มอร์ริส ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ไม่ยากว่า แท้จริงแล้วบริษัทฟิลลิป มอร์ริส ต่างหากที่ต้องการคัดค้านร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพื่อปกป้องผลกำไรปีละ 3,000 ล้านบาทในประเทศไทย แต่เนื่องจากสังคมไม่ให้น้ำหนักการคัดค้านของบริษัทบุหรี่ บริษัทฟิลลิป มอร์ริสจึงใช้กลยุทธ์ผ่านทางร้านค้าปลีก ออกมาคัดค้าน การที่อ้างว่าร่าง พ.ร.บ. จะส่งผลกระทบไปถึงเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยรวมจึงเป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอยที่สุด
การกำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ขายผลิตภัณฑ์ยาสูบเป็น 18 ปีบริบูรณ์ สร้างภาระแก่ผู้ค้าปลีกมากเกินไป การกำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ขายผลิตภัณฑ์ยาสูบ เป็นข้อกำหนด ตามอนุสัญญาควบคุมยาสูบองค์การอนามัยโลก และเพื่อให้ สอดคล้องกับ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ที่กำหนดให้ ผู้ปกครองห้ามเด็กทำหรือประกอบอาชีพซึ่งหมายรวมถึงการขายผลิตภัณฑ์ยาสูบ ซึ่งเป็นสินค้าเสพติดและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เหตุผลคือ การปล่อยให้เด็ก ๆ คุ้นเคยกับสินค้ายาสูบ สุดท้ายจะนำไปสู่การเสพติดบุหรี่ของเด็ก
ร่าง พ.ร.บ.ใหม่ ก่อให้เกิดภาระเกินสมควรแก่ผู้จำหน่ายปลีกบุหรี่ เช่น การกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องจัดแสดงสื่อรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ณ จุดขาย มาตรการที่กำหนดให้ผู้ค้าปลีก (ร้านโชห่วย/ร้านสะดวกซื้อ) ต้องแสดงสื่อเพื่อประชาสัมพันธ์การเลิกการสูบบุหรี่นั้น กฎหมาย กำหนดให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้จัดทำสื่อรณรงค์แจกจ่ายให้ กับร้านค้าทั่วประเทศ โดยเจ้าของร้านไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่ อย่างใด อีกทั้งสมาคมผู้ค้ายาสูบไทยเองเป็นผู้เสนอให้รัฐบาล เน้นไปที่การให้การศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการลดอัตรา การสูบบุหรี่ ดังนั้นการแสดงสื่อรณรงค์ ณ จุดขายปลีก จะเกิดผลสูงในการให้การศึกษาผู้สูบบุหรี่ถึงพิษภัยของยาสูบ
การบังคับให้ร้านค้าปลีกจัดส่งรายงานประจำปีให้แก่รัฐบาล สร้างภาระกับผู้ค้าปลีกมากเกินไป
ร่าง พ.ร.บ. ใหม่ กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ยาสูบเท่านั้นที่ต้องส่งรายงานประจำปี ไม่เกี่ยวข้องกับร้านค้าปลีกเลย เหตุที่กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าบุหรี่ต้องส่งรายงานประจำปี ก็เพื่อตรวจสอบว่าบริษัทบุหรี่ได้ปฏิบัติตามร่าง พ.ร.บ. ในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรการการตลาดและส่งเสริมการขาย และการบริจาคเพื่อแทรกแซงนโยบายหรือไม่อย่างไร
ร่าง พ.ร.บ.ใหม่ให้อำนาจแก่ข้าราช การ ออกกฎหมายลูกต่างๆ จำนวนมาก ในภายหลังตามอำเภอใจ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางรัฐสภาและการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย อำนาจในการออกระเบียบต่างๆ ในร่าง พ.ร.บ.ใหม่ ยังคง เหมือนกฎหมายเดิม คือการแจ้งรายการส่วนประกอบผลิตภัณฑ์ ยาสูบ และการพิมพ์คำเตือนบนซองยาสูบ  ส่วนการที่รัฐมนตรีมีอำนาจออกประกาศเพิ่มเติม อาทิ การออกประกาศสถานที่ห้ามสูบบุหรี่เพิ่มเติม การกำหนดสถานที่ห้ามจำหน่ายยาสูบเพิ่มเติม การห้ามการตลาดรูปแบบใหม่ ๆ หากประเด็นเหล่านี้ต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภา จะเป็นภาระแก่รัฐสภามากเกินจำเป็น และไม่ทันต่อสถานการณ์ที่สำคัญร่าง พ.ร.บ.ใหม่และระเบียบต่างๆ ที่จะกำหนดออกมาไม่มีส่วนใดที่เกี่ยวข้องกับชาวไร่ยาสูบและผู้บ่มใบยาเลย
ร่าง พ.ร.บ. ใหม่ จำกัดสิทธิไม่ให้มีตัวแทนของชาวไร่หรือธุรกิจยาสูบเข้าไปมีส่วนร่วมในองค์ประกอบของคณะ กรรมการในระดับต่างๆ ทั้งที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง การไม่ให้มีตัวแทนของชาวไร่หรือธุรกิจยาสูบอยู่ในคณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบ เป็นข้อกำหนดของอนุสัญญาควบคุมยาสูบ องค์การอนามัยโลก ที่ภาคีสมาชิกทั้ง 179 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องยึดถือปฏิบัติ เพื่อไม่ให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจยาสูบแทรกแซงการกำหนดนโยบายควบคุมยาสูบ ซึ่งถือว่าเข้าข่ายผล ประโยชน์ทับซ้อน                                                                            
ร่าง พ.ร.บ. ใหม่ อาจส่งผลต่อรายได้ภาษีสรรพสามิต ของกระทรวงการคลังจากยาสูบกว่า 60,000 ล้านบาทต่อปี ร่างกฎหมายนี้ไม่เกี่ยวกับภาษีสรรพสามิตยาสูบแต่อย่างใด
ขณะที่ในความเป็นจริงแล้ว ธุรกิจบุหรี่คือฝ่ายที่พยายามขัด ขวางการที่รัฐบาลจะมีรายได้จากภาษีบุหรี่เพิ่มขึ้น โดยการวิ่งเต้นขัดขวางการขึ้นภาษีบุหรี่ทุกครั้ง เพราะจะทำให้กำไรของบริษัทบุหรี่ลดลง จากการที่คนสูบบุหรี่น้อยลง และเด็ก ๆ ติดบุหรี่น้อยลง
ร่างกฎหมายดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่ออาชีพและวิถีชีวิตการทำมาหากินของชาวไร่ยาสูบ จะทำให้ชาวไร่ได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก
ร่าง พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฉบับใหม่ ไม่มีส่วนใด ที่เกี่ยวกับการทำไร่ การบ่มใบยาและการค้าใบยาสูบเลย ชาวไร่ยาสูบจึงสามารถที่จะมีวิถีชีวิต ทำ มาหากิน ทำไร่ยาสูบ ตามปกติดังเช่นในปัจจุบัน ข้อมูลจากกรมสรรพสามิตระบุว่าในฤดูการผลิตปี 2552/ 2553 ประเทศไทยมีชาวไร่ยาสูบ 61,058 ราย ผลิตใบยาได้ 62,448,781 กิโลกรัม โดยร้อยละ 64.8 เป็นใบยาสำหรับส่งออก และร้อยละ 35.2 รับซื้อโดยโรงงานยาสูบไทย
จะเห็นว่า 2 ใน 3 ของผลผลิตใบยาสูบไทยเป็นผล ผลิตสำหรับส่งออก ซึ่งปัจจัยที่มากระทบส่วนนี้จะมาจากกลไกการตลาดโลก ไม่ใช่มาตรการควบคุมยาสูบภายใน ประเทศไทย

 






ในส่วนของชาวไร่ยาสูบที่ปลูกใบยาสำหรับโรงงานยาสูบไทย ปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อความต้อง การใบยาสูบของโรงงานยาสูบไทย จะมาจากการแข่งขันแย่งส่วนแบ่งตลาด ระหว่างบุหรี่นำเข้าจากต่างประเทศ และบุหรี่ที่ผลิตโดยโรงงานยาสูบไทย โดยหากบุหรี่ต่างประเทศมีส่วนแบ่งตลาดในประเทศไทยเพิ่มขึ้น โรงงานยาสูบก็จะมีความต้องการใบยาสูบจากชาวไร่ยาสูบไทยน้อยลง

จากสถิติที่พบว่าจำนวนประชากรไทยที่สูบบุหรี่ลดลงจาก 12.2 ล้านคน เหลือ 10.7 ล้านคน ระหว่างปี 2534-2556 ขณะที่ยอดจำหน่ายบุหรี่ซิกาแรต ในปี 2534 เท่ากับ 1,942 ล้านซอง แต่ในปี 2556 เท่ากับ 2,172 ล้านซอง หรือเฉลี่ยเท่ากับ 2,000 ล้านซองต่อปีตลอดช่วง 23 ปีที่มีการรณรงค์ควบคุมการบริโภคยาสูบอย่างต่อเนื่อง ย่อมเป็นหลักฐานยืนยันว่ามาตรการในการควบคุมการบริโภคยาสูบ ไม่ใช่ปัจจัยที่จะส่งผลต่ออาชีพชาวไร่ยาสูบไทย แต่การที่จำนวนชาวไร่ยาสูบไทยในจังหวัดต่างๆ ลดลง เพราะโรงงานยาสูบไทยเสียส่วนแบ่งจากที่เคยครองตลาดในประเทศ 100 เปอร์เซ็นต์เมื่อปี 2534 ลดลงเหลือประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2556

กฎหมายปัจจุบันมีจุดอ่อน ไม่ครอบคลุมกลยุทธ์ทางการตลาดของบริษัทบุหรี่ เช่น ผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดใหม่ๆ เช่น บารากู่ บารากู่ไฟฟ้า บุหรี่ไฟฟ้า การตลาดรูปแบบใหม่ๆ เช่น การตลาดผ่านพริตตี้ การโฆษณาทางอินเทอร์เน็ท ทางไลน์ ทางเฟซบุ๊ค การโฆษณาทางอ้อม เช่น การอุปถัมภ์โดยใช้ชื่อบริษัทบุหรี่ การทำกิจกรรมที่อ้างว่าทำเพื่อสังคมโดยบริษัทบุหรี่ (ซีเอสอาร์) การโฆษณา ณ จุดขาย การแบ่งขายบุหรี่เป็นมวนๆ
จุดอ่อนของกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ฉบับปัจจุบัน เน้นไปที่ผู้ที่สูบบุหรี่ในที่ห้ามสูบ แทนที่จะเน้นให้เจ้าของสถานที่เป็นผู้รับผิดชอบดูแลไม่ให้มีการสูบบุหรี่ในสถานที่นั้นๆ การบังคับใช้กฎหมายมีหลายขั้นตอน ใช้เวลามากในการดำเนินคดีแต่ละกรณี ไม่มีโครงสร้างกลไกสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายที่ชัดเจนในระดับจังหวัด

ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดติดต่อ
มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ โทร. 02 2781828
www.ashthailand.or.th ..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/582848

  จำนวนคนโหวต 0 คน
โหวตคะแนนให้ข่าว/บทความนี้
1 2 3 4 5

ไม่พบข้อมูลการโหวต
 
คลิกชมข่าวที่ได้รับการเผยแพร่ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย สทท.
สรุปข่าวเด่น ประจำเดือนธันวาคม2563
สรุปข่าวเด่น ประจำเดือนพฤศจิกายน2563
สรุปข่าวเด่น ประจำเดือนตุลาคม2563
สรุปข่าวเด่น ประจำเดือนสิงหาคม2563
สรุปข่าวเด่น ประจำเดือนกรกฎาคม 2563
สรุปข่าวเด่น ประจำเดือนมิถุนายน 2563
เส้นทางสายไหม สู่เมืองรอง จังหวัดกาฬสินธุ์
facebook สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดกาฬสินธุ์ youtube KalasinPR Chanel  twitter สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดกาฬสินธุ์

ขณะนี้มีผู้ Online อยู่
E-mail prd  http://www.kpc.ac.th  http://www.kalasinnews.com
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดกาฬสินธุ์ ศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ ชั้น 4  ศูนย์ราชการจังหวัด อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์
โทรศัพท์ 043 812184   E-mail  prkalasin2014@gmail.com