ข่าวเด่น
บทความพิเศษ : การสร้างความสมานฉันท์

วันที่ 21 มี.ค. 2557 )

        สมานฉันท์ (สะมานะฉัน หรือ สะหฺมานนะฉัน) ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. 2542 หมายถึง ความพอใจร่วมกัน ความเห็นพ้องกัน เช่น มีความเห็นเป็นสมานฉันท์ สมานฉันท์ถูกจัดเข้าเป็นลูกคำหรืออนุพจน์ของคำว่า สมาน ซึ่งเป็นคำวิเศษณ์ หมายถึง เสมอกันหรือเท่ากัน มิได้จัดไว้ในสมาน ซึ่งเป็นกริยา หมายถึง ทำให้ติดกันหรือทำให้สนิท สมานฉันท์เกิดจากสมาน สมาสกับ ฉันฺท (ความพอใจ ความรักใคร่ ความชอบใจ ความยินดี ความร่วมความคิดความเห็นกัน ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน) โดยรวมความ จึงหมายถึง ความเห็นพ้องต้องกันในด้านความคิดเห็น ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน อย่างไรก็ตามความหมายที่สังคมไทยปัจจุบันเข้าใจและใช้กัน ดูจะมีขอบเขตที่นอกเหนือจากพจนานุกรม โดยนำไปใช้ในความหมายด้านความสามัคคี การให้อภัยกัน รวมไปถึงการเลิกแล้วต่อกัน          
          ระบบค่านิยม ทัศนคติของคนไทยกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างสังคมสมานฉันท์ เป็นที่น่าขบคิดว่าเพราะเหตุใดสังคมไทยจึงกลับกลาย แปรเปลี่ยนเป็นสังคมที่ไม่สมานฉันท์ ทั้งที่ เมื่อมองย้อนไปในวิถีชีวิตแห่งวันวาร คนไทยสามารถอยู่ร่วมกันกับคนกลุ่มต่าง ๆ ที่แตกต่างจากเรามาด้วยดีมาโดยตลอด คำตอบส่วนหนึ่งต่อคำถามดังกล่าวน่าจะเกี่ยวข้องกับระบบค่านิยมและทัศนคติของคนไทยโดยเฉพาะค่านิยมในเรื่องขันติธรรมในการอยู่ร่วมกัน ความเชื่อต่อประสิทธิผลในการใช้ความรุนแรงและความเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหา ตลอดจนการยอมรับและให้เกียรติต่อ "ความเป็นพวกเรา” หรือ "ความเป็นอื่น” ความเป็นคนนอก ของบุคคลที่เราเชื่อว่าไม่ใช่ "พวกเรา” คนไทยกำลังขาดขันติธรรม นิยมความเด็ดขาดและรุนแรง และรังเกียจคนที่แตกต่างจากเราจริงหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เราจะร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างไร เราจะมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างสังคมสมานฉันท์อย่างไร
         การสำรวจทัศนคติของคนไทยต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคม ( พวงทอง ภวัครพันธุ์ และ สุรัตน์ โหราชัยกุล, 2548) เกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผลการสำรวจพบว่าคนส่วนใหญ่เลือกการลงโทษด้วยวิธีที่หนักที่สุด คือการประหารชีวิต การวิสามัญฆาตกรรม และการจำคุกตลอดชีวิต โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของ ผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่าผู้ก่อความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ควรมีโอกาสมีชีวิตอีกต่อไป ซึ่งวิเคราะห์ว่าข้อเสนอให้ลงโทษอย่างรุนแรงนี้เป็นผลโดยตรงของทัศนะของผู้ที่ตอบแบบสอบถามในเรื่องสาเหตุของปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผู้ตอบมากกว่าครึ่งหนึ่งเห็นด้วยว่าสาเหตุสำคัญของปัญหาเกิดจากการขาดความจงรักต่อชาติไทย นับว่าเป็นข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการใช้ความรุนแรงเด็ดขาดในการจัดการกับปัญหาซึ่งน่าวิตกกังวลอย่างยิ่ง ปัญหาของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องระหว่าง "พวกเรา” กับ "พวกเขา” ระหว่าง ความเป็น "พุทธ” กับ"มุสลิม” ระหว่าง "ความเป็นไทย” กับ "ไม่ใช่ไทย” ทำให้แนวคิดเรื่อง ความรักชาติยังคงครอบงำความรู้ความเข้าใจของผู้คนส่วนใหญ่ในประเด็นนี้ จนแทบไม่มีพื้นที่ให้กับคำอธิบายถึงสาเหตุแห่งความรุนแรงจากแง่มุมอื่นๆ เช่น ความอยุติธรรมในระดับโครงสร้างและการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐต่อคนท้องถิ่น ความแตกต่างขัดแย้งในเรื่องอัตลักษณ์ทาง ชาติพันธุ์และศาสนา ปัญหาความยากจน และการพัฒนาที่ขาดสมดุล ฯลฯ เป็นต้น ระบบค่านิยมทัศนคติของคนไทยที่มีต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งจึงต้องการการทบทวน เพื่อนำไปสู่การสร้างสังคมสมานฉันท์ ปัญหาความขัดแย้งเหล่านี้เกิดจากการไม่ใช้เหตุผลแก้ไขปัญหาแต่ใช้ ความรุนแรงในการแก้ไขหรือยุติปัญหา ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่าปัจจุบันลักษณะนิสัยที่เป็นเอกลักษณ์ของคนไทยได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต คือ มีสันติ รักสงบ โอบอ้อมอารี ชอบช่วยเหลือผู้อื่นและใช้เหตุผลไม่ใช้ความรุนแรง ดังนั้น การที่จะให้คนไทยกลับคืนสู่สภาวะปกติ คือ เป็นสังคมอยู่กันอย่างสมานฉันท์ ทุกคนจะต้องร่วมมือร่วมใจกันต้องยอมรับและรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างกันโดยไม่ยึดติดและมีอคติ
 
...................................
พวงพยอม คำมุง / เรียบเรียง
ข้อมูลจาก : ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่การประชาสัมพันธ์
ส่วนแผนงานและพัฒนางานประชาสัมพันธ์ สปข.3

 
« กรกฎาคม 2564 »
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
     1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31
ดูปฏิทินทั้งหมด
Number of Today 0 คน
Number of Yesterday 0 คน
Number of Lastmonth 0 คน
Total 40,501 คน