ข่าวประชาสัมพันธ์
น้ำท่วมใต้

วันที่ 31 ม.ค. 2560 (จำนวนคนอ่าน 93 คน)
 

ทอป 5 วันที่ 30 ม.ค. 60 เรื่อง น้ำท่วมใต้

1. องคมนตรีเป็นผู้แทนพระองค์พระราชทานถุงยังชีพแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พลเอกกัมปนาท  รุดดิษฐ์  องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ อัญเชิญถุงยังชีพพระราชทานมอบให้แก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย  ณ ที่ว่าการอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  จำนวน 1,000 ชุด  พร้อมเยี่ยมครอบครัวผู้เสียชีวิตและน้อมนำความห่วงใยจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงติดตามการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างใกล้ชิด สร้างความปลื้มปิติและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรเป็นล้นพ้น

 ทั้งนี้ ปัจจุบันอำเภอบางสะพานอยู่ระหว่างการสำรวจข้อมูลความเสียหายจากอุทกภัยทั้ง 7 ตำบล 71 หมู่บ้าน เพื่อเร่งพิจารณาจ่ายเงินเยียวยาประชาชน ขณะที่หน่วยทหารได้เร่งซ่อมสร้างที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชนที่บ้านเรือนพังเสียหายจากเหตุน้ำป่าไหลหลาก

2. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รายงานสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ยังคงมีใน 4 จังหวัด พร้อมเร่งสำรวจข้อมูลความเสียหายและฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

 นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยถึงสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ว่า ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้วอยู่ระหว่างการฟื้นฟู 8 จังหวัด ได้แก่ ระนอง กระบี่ ตรัง ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ ยะลา นราธิวาส และปัตตานี และยังคงมีสถานการณ์ใน 4 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สงขลา พัทลุง รวม 8 อำเภอ 59 ตำบล 395 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 33,919 ครัวเรือน 104,350 คน ทั่งนี้ ได้ร่วมกับหน่วยทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมสรรพกำลังและทรัพยากรปฏิบัติการให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ตลอดจนเร่งสำรวจความเสียหาย เพื่อเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูเยียวยาผู้ประสบภัยที่ครอบคลุม ทั้งด้านการดำรงชีพชีวิต และทรัพย์สินการประกอบอาชีพและสิ่งสาธารณประโยชน์
อย่างไรก็ตาม ภาคใต้ตอนล่างมีฝนน้อย จึงได้ประสานให้จังหวัดที่ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยเร่งระบายน้ำและผลักดันน้ำออกสู่ทะเล โดยให้คำนึงถึงปริมาณการใช้น้ำของประชาชนในพื้นที่ พร้อมสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง เพื่อให้มีน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตรอย่างเพียงพอ ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน สามารถติดต่อได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

3. รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ทำความสะอาดเมืองในกิจกรรม Big Cleaning Day คาราวานกิจกรรม ทส. และ นศ. ร่วมใจฟื้นฟูอุทกภัยภาคใต้ ครั้งที่ 1

 พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวขณะเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรม Big Cleaning Day คาราวานกิจกรรม ทส. และ นศ. ร่วมใจฟื้นฟูอุทกภัยภาคใต้ ครั้งที่ 1 ที่เทศบาล ต.ปากนคร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช มีชาวตำบลปากนคร หน่วยงานภาครัฐ เอกชน นักเรียน นักศึกษา กว่าพันคน เข้าร่วมกิจกรรมว่า กิจกรรมนี้ถือเป็นโมเดลต้นแบบของการฟื้นฟู หลังเกิดอุทกภัยในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช หวังว่ากิจกรรมนี้ จะช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อน เป็นขวัญกำลังใจ ที่มีน้ำใจร่วมระหว่างภาครัฐ เอกชน และ ประชาชน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับมอบหมายจาก กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ให้ดำเนินการทั้งระยะสั้นและระยะยาว ระยะสั้น จะต้องดำเนินการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ในระยะยาวจะต้องจัดทำแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาได้แก่ แผนบริหารจัดการน้ำ แผนฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ระบบโครงสร้างต่าง ๆ เพื่อคำนึงถึงการระบายน้ำ เช่น การสร้างถนนเป็นต้น

 จากนั้น มอบซั๊ง 100 ชุด ธนาคารปู 1 ชุด แจกกล้าพันธุ์ไม้ 500 กล้า และเป็นประธานปล่อยแถว Big Cleaning เก็บขยะล้างทำความสะอาดถนน ในเขตเทศบาล ต.ปากนคร , ทำซั๊งบ้านปลา บ้านปู ทดแทนชุดเดิมที่ชำรุด ล้างบ่อบาดาล เก็บขยะในคลองและทะเล ท่ามกลางสภาพอากาศแจ่มใส
จ.นครศรีธรรมราช ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 23 อำเภอ 163 ตำบล 1.513 หมู่บ้าน ประชาชนเกือบ 8 แสนคนจาก 247,985 ครัวเรือนได้รับผลกระทบ มีผู้เสียชีวิต 27 ราย

4. สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้เริ่มคลี่คลายแล้ว โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยสถานการณ์น้ำจังหวัดสุราษฎร์ธานี ล่าสุดนายจำนง สวัสดิ์วงศ์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า ระดับน้ำในแม่น้ำตาปีเช้าวันนี้ (30 ม.ค. 60) ที่สถานีวัดระดับน้ำพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี อยู่ที่ระดับ 10.30 เมตร ไม่มีฝนตก โดยระดับน้ำในแม่น้ำตาปีลดลง แต่ยังสูงกว่าระดับวิกฤติ 0.17 เมตร ขณะที่ ระดับน้ำแม่น้ำตาปี ที่ที่อ.เคียนซา เมื่อเวลา 06.00 น. อยู่ที่ระดับ 6.10 เมตร ไม่มีฝน ตก ระดับน้ำลดลงต่ำกว่าระดับวิกฤติ 0.19 เมตร

 สถานการณ์อุทกภัย จ.สงขลา ระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง เหลือเพียง 2 อำเภอบริเวณที่ราบลุ่มต่ำที่ยังมีน้ำท่วมขัง โดยนายวสันต์ ไชยทวีวงศ์ รักษาราชการแทนหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ตามที่ได้เกิดอุทกภัย ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2559 จนถึงปัจจุบัน จังหวัดสงขลาประสบอุทกภัยรวม 14 อำเภอ 83 ตำบล 516 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน กว่า 38,000 ครัวเรือน 110,000 คน มีการอพยพ 213 ครัวเรือน 442 คน ขณะนี้ราษฎรอพยพกลับบ้านแล้ว มีผู้เสียชีวิต 12 ราย

 สถานการณ์ขณะนี้ระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีน้ำท่วมขังบริเวณที่ราบลุ่ม ใน 2 อำเภอ 6 ตำบล 15 หมู่บ้าน ในพื้นที่อำเภอกระแสสินธุ์ 1 ตำบล และอำเภอระโนด 5 ตำบล ซึ่งทุกภาคส่วนเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

5. ส่วนจังหวัดยะลาสถานการณ์คลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติ โดยในวันนี้ (30 ม.ค.) ในพื้นที่ลุ่มต่ำติดริมแม่น้ำสายบุรี ที่บ้านป่าบอน หมู่ที่ 4 ตำบลท่าธง อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ยังคงที่มีน้ำท่วมขังเพียงจุดเดียว ซึ่งขณะนี้ชาวบ้าน กว่า 20 คน ได้กลับเข้าที่พักอาศัยครบทุกครัวเรือน แล้ว และคาดว่าในอีกวันสอง ชาวบ้านจะเริ่มออกกรีดยาง หลังจากฝนหยุดตกและสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายจนกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

6. จังหวัดตรัง เชื่อมโยงจาก 22 หน่วยงานตามแผนการฟื้นฟูเพื่อให้รองรับและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ พร้อมเร่งรัดการดำเนินการโครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง

 นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า จังหวัดตรัง ได้จัดประชุมเพื่อวางแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและนำมากำหนดแนวทางในการจัดทำโครงการของหน่วยงานต่าง ๆ จำนวน 22 หน่วยงาน 151 โครงการ วงเงินกว่า 6,400 ล้านบาท ตามแผนการฟื้นฟูเพื่อให้รองรับและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่
สำหรับคลองผันน้ำพร้อมอาคารประกอบ โครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง จังหวัดตรัง ที่ใช้งบประมาณ 601 ล้านบาท ซึ่งอยู่รอยต่อระหว่างตำบลบางรักและตำบลนาโต๊ะหมิง อำเภอเมือง มีนโยบายให้ขุดคูคลองเป็นเส้นตรง เพราะหากคดเคี้ยวจะทำให้น้ำไหลได้ช้า และทำให้เกิดน้ำท่วมซ้ำซากเหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา ซึ่งหากการก่อสร้างระบบระบายน้ำแห่งนี้แล้วเสร็จ จะมีศักยภาพในการระบายน้ำ 750 ลูกบาศก์เมตรต่อนาที โดยมีความยาว 7.5 กิโลเมตร นอกจากช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากแล้ว ยังสามารถบริหารจัดการน้ำไว้ใช้เพื่อการเกษตรในหน้าแล้งได้อีกทางหนึ่งด้วย

7. กรมทางหลวง เตรียมเบี่ยงการจราจรรถทุกชนิดบนถนนเพชรเกษมช่วงผ่านสามแยกบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในวันที่ 31 มกราคมนี้ เพื่อซ่อมแซมสะพานข้ามคลองวังยาวที่เสียหายจากเหตุน้ำป่าไหลหลาก

 นายสหัส ด้วงชู หัวหน้าหมวดทางหลวงบางสะพาน เปิดเผยว่า หลังจากที่กรมทางหลวง ได้ดำเนินการทอดสะพานเบลีย์ข้ามคลองวังยาวบนถนนเพชรเกษม กม.ที่ 386 542 เพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนสามารถสัญจรได้ชั่วคราวหลังจากสะพานได้รับความเสียหายจากเหตุน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่อำเภอบางสะพานนั้น ล่าสุด ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 4 จะเข้าดำเนินการรื้อสะพานเบลีย์และปิดการจราจรในฝั่งขาขึ้นฝั่งเดียว ตั้งแต่เวลา 18.00 น.ของวันที่ 31 มกราคมนี้ เพื่อทำการซ่อมแซมเสริมความแข็งแรงบริเวณคอสะพาน และจะเปิดการจราจรตามปกติตั้งแต่เวลา 09.00 น.ของวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งในระหว่างดำเนินการจะจัดการจราจรให้รถทุกชนิดเบี่ยงไปแล่นสวนทางกันในฝั่งขาล่องใต้ซึ่งได้มีการทอดสะพานเบลีย์เพิ่มอีก 1 สะพานรองรับการจราจรทั้งขาขึ้นและขาล่อง 14 จังหวัดภาคใต้ไว้แล้ว พร้อมติดตั้งระบบไฟฟ้าส่องสว่าง และจัดเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกด้านการจราจรเพื่อความปลอดภัย และขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการปิดการจราจรถนนเพชรเกษมทั้ง 2 ฝั่ง ตามความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

8. การรถไฟแห่งประเทศไทย เร่งสำรวจสะพานทางรถไฟเพื่อออกแบบระบบวิศวกรรมตอม่อใต้น้ำใหม่

 นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. เปิดเผย ว่า ขณะนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ซ่อมทางรถไฟที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมให้สามารถเปิดเดินรถได้ทุกเส้นทางตามปกติแล้ว โดยใช้วงเงินประมาณ 20 ล้านบาท อย่างไรก็ตามเพื่อป้องกันปัญหาสภาพทางที่อาจได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ในระยะยาว จึงมีแผนดำเนินการสำรวจออกแบบทางวิศวกรรมใหม่ เนื่องจากปัจจุบันตอม่อสะพานรถไฟยังมีอยู่ในแม่น้ำ ทำให้กีดขวางทางน้ำไหล ซึ่งจะมีการออกแบบ ทำทางลอดทางข้ามหรือทางน้ำให้ไหลผ่านไม่ให้กระทบกับโครงสร้างและเส้นทางรถไฟของเดิมที่มีอยู่ ขณะนี้ได้ขออนุมัติงบประมาณเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างด้านวิศวกรรมของสะพานภายใต้หลักการออกแบบไม่มีตอม่อใต้น้ำในเส้นทางสายใต้ที่ได้รับผลกระทบกว่า 1,000 ล้านบาท จากนั้นจะขยายไปยังเส้นทางสายอื่นคาดว่าจะใช้ระยะเวลา 2-3 ปี จะดำเนินการแล้วเสร็จครอบคลุมทั่วประเทศ

-----------------------------------------------------------------------


 
 
 
นายรณภพ เหลืองไพโรจน์
ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี